การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี

สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่

 

 

สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่

ททท.สำนักงานสุพรรณบุรี ชวนเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี และเยี่ยมชม สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่
ประวัติ : พื้นที่บริเวณแหล่งน้ำสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยอยุธยานั้น สันนิษฐานว่าคงมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรักษาสระมาตั้งแต่แรก เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าเมืองอื่นมาลักลอบตักน้ำไปใช้ สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ เป็นสระน้ำโบราณทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จำนวน 4 สระ มีชื่อว่า สระแก้ว สระคา สระยมนา สระเกษ และสระเกษจะมีขนาดใหญ่ที่สุด ในปัจจุบันพบสระขนาดเล็กอีก 2 สระ ตั้งอยู่ระหว่างสระยมนา และสระเกษ เรียกกันว่า สระอมฤต1 และ 2 สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสระที่ขุดขึ้นมาใหม่ในภายหลัง
สระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีไปทางอำเภอดอนเจดีย์ 18 กิโลเมตร โดยอยู่ใกล้กับลำน้ำท่าว้า ซึ่งเป็นลำน้ำสายเก่าของแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน)

(ที่มาของข้อมูล** หนังสือสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ แห่งเมืองสุพรรณ โดย สำนักงานศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี)
 

ความสำคัญ : แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ และสถานที่ประกอบพิธีกรรมเสกน้ำเพื่อใช้ในการประกอบราชพิธีบรมราชาภิเษกสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ของเมืองสุพรรณบุรี เป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามโบราณราชประเพณีที่ใช้เป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษกของพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาตั้งแต่สมัยอยุธยาสืบต่อกันมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยมีเอกสารจดหมายเหตุระบุเอาไว้อย่างชัดเจน การนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากสระทั้งสี่จะมีการทำพิธีพลีกรรมตักน้ำแล้วจึงประกอบพิธีเสกน้ำด้วยพระพุทธมนต์หรือเทพมนต์เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลในลำดับต่อไป ก่อนที่จะนำไปผสมกับน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นเพื่อนำไปใช้ในพระราชพิธีอันเป็นมงคลต่างๆ (ที่มาของข้อมูล** หนังสือสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ แห่งเมืองสุพรรณ โดย สำนักงานศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี)
น้ำสรงมุรธาภิเษกยึดตามโบราณราชประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ มาจาก 9 แหล่งน้ำ คือ น้ำจากสระทั้ง 4 ของเมืองสุพรรณ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ประกอบด้วย สระแก้ว สระคา สระยม สระเกษ และน้ำเบญจสุทธคงคา หรือแม่น้ำบริสุทธิ์ทั้ง 5 สาย ประกอบด้วย แม่น้ำบางปะกง ตักที่ตำบลพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก แม่น้ำป่าสัก ตักที่ตำบลท่าราบ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี แม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง แม่น้ำราชบุรี ตักที่บริเวณสามแยกคลองหน้าวัดดาวดึงส์ ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม แม่น้ำเพชรบุรี ตักที่บริเวณท่าน้ำวัดไชยศิริ ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

(ที่มาของข้อมูล : www.prachachat.net/พระราชพิธีบรมราชาภิเษก)


เรื่องเล่าตำนานสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ : ตำนานสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ มีเรื่องเล่าว่า มีเจ้าผู้ครองนครองค์หนึ่งมีพระราชธิดา 4 พระองค์ทรงพระนามว่า แก้ว คา ยมนา เกศ ทุกพระองค์มีพระสวามีแล้ว แต่องค์สุดท้องคือเกศมีพระสวามีเป็นลิงเผือก ต่อมาเจ้าผู้ครองนครได้สั่งพระราชธิดา และพระราชบุตรเขยว่า ถ้าใครสามารถขุดสระได้ลึกและกว้างที่สุด จะมอบพระขรรค์ศักดิ์สิทธิ์และให้ครองนครต่อไป ดังนั้นทุกคนจึงเริ่มต้นขุดสระ ส่วนน้องเกศน้องคนสุดท้องต้องขุดอยู่คนเดียว อีกทั้งตอนถึงเวลากลางคืน พี่สาวทั้ง 3 และพี่เขยยังเอาดินมาถมสระอีก ครั้นถึงวันสุดท้ายลิงเผือกกับบริวารมาช่วยกันขุดสระพักเดียวก็ได้สระที่กว้างและลึกที่สุดกว่าทุกๆสระ และยังปลูกต้นเกศไว้ตรงกลางสระเป็นเครื่องหมายอีกด้วย ครั้งถึงรุ่งเช้าตามกำหนด เจ้าผู้ครองนครก็สวรรคตพอดี บรรดาเสนาอำมาตย์จึงตั้งกรรมการมาตรวจดูสระทั้งสี่ ปรากฏว่าสระของเกศกว้างใหญ่และลึกที่สุด จึงมอบพระขรรค์ให้เกศ ทำให้พี่สาวและพี่เขยไม่พอใจ จึงลักเอาพระขรรค์ศักดิ์สิทธิ์หนีไป ลิงเผือกจึงขี่ม้าติดตามออกไปจนทันที่สระของเกศ เมื่อพี่สาวและพี่เขยเห็นจวนตัวจึงขว้างพระขรรค์ลงไปในสระของเกศ บังเอิญถูกตัดต้นเกศขาดสะบั้นลง และพระขรรค์ก็อันตรธานหายไป น้ำในสระจึงกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

(ที่มาของข้อมูล : www.thasadet.com )


ปัจจุบันสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติในราชกิจจานุเบกษา มีพื้นที่โบราณสถานประมาณ 45 ไร่ 70 ตารางวา เมื่อ พ.ศ. 2513 – 2514 กรมศิลปากรได้ขุดลอกสระศักดิ์สิทธิ์ และปลูกต้นไม้ประมาณ 800 ต้น และต่อมา พ.ศ. 2549 จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี กรมศิลปากร ได้ดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานแห่งนี้ โดยทำการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม ร่มรื่น ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้

(ที่มาของข้อมูล** หนังสือสระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ แห่งเมืองสุพรรณ โดย สำนักงานศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี)

เส้นทางท่องเที่ยว : วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร และเส้นทางไหว้พระ 9 วัด เมืองสุพรรณบุรี เชื่อมโยงสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่
วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ตำบลรั้วใหญ่ เมืองสุพรรณบุรี เป็นวัดเก่าแก่ที่ประชาชนนิยมเดินทางมานมัสการ “หลวงพ่อโต” เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวจังหวัดสุพรรณบุรี และใกล้เคียง มีความศักดิ์สิทธิ์มาก
**แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวไหว้พระ 9 วัด เมืองจังหวัดสุพรรณบุรี
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตั้งอยู่ตำบลรั้วใหญ่ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่า 600 ปี มีปรางค์เป็นองค์ประธานของวัด และเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุมีพระพิมพ์ผงสุพรรณที่โด่งดังมาก อันเป็นหนึ่งใน “เบญจภาคี” ที่อยู่ในกรุองค์พระปรางค์นี้ และพระเครื่องที่มีชื่อเสียงอื่นๆ อาทิพระกำแพงศอก พระมเหศวร พระสุพรรณยอดโถ พระสุพรรณหลังผาน ตลอดจนพระเนื้อชินต่างๆ ซึ่งปัจจุบันหายาก
วัดแค ตั้งอยู่ตำบลรั้วใหญ่ มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบศิลปะรัตนโกสินทร์ จีวร และอังสะเป็นดอกพิกุลงดงามมาก ประดิษฐานอยู่ในวิหารหน้าพระประธาน มีโบราณวัตถุที่น่าสนใจ ได้แก่ พระพุทธบาทสี่รอย ระฆังทองเหลือง หม้อต้ม กรักทองเหลือง และตู้ใส่หนังสือที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวายเมื่อปี 2412 นอกจากนี้ วัดแคยังเป็นวัดที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดี เรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” และมีต้นมะขามยักษ์ วัดรอบโคนต้นได้ประมาณ 10 เมตร
วัดสารภี ตั้งอยู่ตำบลรั้วใหญ่ นมัสการขอพร “หลวงพ่อใหญ่” ศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลและ “พระพุทธมุนีศรีมงคล” พระประธานในโบสถ์มหาอุฒม์ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปี และลอดท้องช้างพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จะทำให้ทำมาค้าขายร่ำรวยกิจการมั่นคงเจริญรุ่งเรือง
วัดพระลอย ตั้งอยู่ตำบลรั้วใหญ่ มีพระพุทธรูปเก่าแก่เนื้อหินทรายปางนาคปรก เล่าสืบกันมาว่าพระพุทธรูปองค์นี้ลอยน้ำมาที่ท่าน้ำของวัด จึงได้ทำการอาราธนาอัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนี้ และทำให้ผู้ที่รู้เรื่องนี้ได้เดินทางมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อพระลอยกันเป็นจำนวนมาก เชื่อกันว่าเป็นสิริมงคล ลอยเคราะห์ ลอยโศก
วัดหน่อพุทธางกูร เดิมชื่อ วัดมะขามหน่อ เป็นวัดเงียบสงบสร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภายในพระอุโบสถหลังเก่ามีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ ค่อนข้างสมบูรณ์ชัดเจน เป็นจิตรกรรมที่มีความงดงาม เขียนในราว พ.ศ. 2391 ในสมัยรัชกาลที่ 3
วัดพระนอน ตั้งอยู่ตำบลพิหารแดง เป็นวัดเก่าแก่ มีรูปปั้นพระนอนในลักษณะนอนหงาย สร้างเท่าขนาดคนจริงสมัยโบราณ มีเพียงองค์เดียวในประเทศไทย ซึ่งลักษณะเหมือนพระนอน ที่เมืองกุสินาราประเทศอินเดีย และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งใน Unseen Thailand อีกด้วย
วัดพิหารแดง วัดนี้มีชื่อตามพระราชดำริของพระเพทราชาที่ทรงค้นพบวิหารเก่าแก่ย่านบ้านพลูหลวง (หมู่ 1) จึงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์โดยใช้สีแดงเป็นหลัก ชาวบ้านจึงเรียกวิหารนั้นว่า วิหารแดง และเปลี่ยนมาเรียกเป็น พิหารแดง ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธทศพลญาณมหามุนี อายุกว่า 700 ปี สร้างในสมัยอู่ทองตอนปลาย
วัดชีสุขเกษม มีพระพุทธรูปเก่าแก่ อายุราว 1,000 ปี ซึ่งขุดพบเพียง 3 องค์ ( 2 องค์อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง) ข้อมูลจากชาวบ้านเล่าว่า เมื่อครั้งขุดพบพระพุทธรูปสมัยอู่ทองอายุ 1,000 ปี องค์นี้เป็นความบังเอิญที่รถขุดขุดลงไปโดนองค์พระทำให้ยอดเกตุของพระพุทธรูปหัก
วัดสว่างอารมณ์ ตำบลพิหารแดง บารมีหลวงพ่อหลี อดีตเจ้าอาวาส เป็นพระอริยสงฆ์ เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย เป็นที่ศรัทธาของประชาชนทั่วไป ว่ากันว่าหลวงพ่อหลีเป็นพระผู้มีวาจาสิทธิ์ กล่าวสิ่งใดมักจะเป็นจริงตามนั้น ทางวัดได้สร้างรูปเหมือนหลวงพ่อหลีไว้ในวิหารเล็กๆ มีประชาชนเดินทางมากราบไหว้อย่างไม่ขาดสาย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :
ททท.สำนักงานสุพรรณบุรี เลขที่ 91 ถ.พระพันวษา ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
โทร. 035 – 525880, 035 – 525867 www.tatsuphan.net , E-mail:
tatsuphan@tat.or.th

 

https://www.facebook.com/SuphanburiTAT

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี
Tel: 035-525863-4, 035-525867, 035-525880
www.tatsuphan.net

 

logo น้องสุขใจ ททท สุพรรณบุรี

 

 

 

 

 

 

 

Last modified: 12/04/19
Copy  Right © www.tatsuphan.net

จังหวัดสุพรรณบุรี Suphanburi | ประวัติความเป็นมา | สถานที่ท่องเที่ยว | สถานที่พัก | ร้านอาหาร การเดินทาง | เทศกาลงานประเพณี | สินค้าพื้นเมือง-ของที่ระลึก | หมายเลขโทรศัพท์สำคัญ | ข่าวและกิจกรรม | แผนที่ จ.สุพรรณบุรี